| การเลือกครีมบำรุงผิว |
|
การเลือกครีมบำรุงผิว 1. วิตามินเอหรือเรตินอล ข้อดี : กระตุ้นให้เกิดการหลุดลอกของเซลล์ผิวชั้นบนและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นหนังแท้จากภายใน ผิวภายนอกจึงดูเรียบเนียนขึ้น และริ้วรอยลดลง ข้อเสีย : วิตามินเอทำให้แสบแดงและไวแดดได้ ไม่ควรทาตอนกลางวัน ควรบำรุงก่อนนอน, เรตินอลระคายเคืองน้อยกว่า ไม่ทำให้ผิวไวแดด ทาได้ทั้งกลางวันและก่อนนอน ควรเก็บไว้ในที่เย็น เพราะไม่มีความคงตัว, ไม่ควรใช้ขณะที่มีปัญหาผิวแห้งหรืออักเสบ 2. กรดผลไม้ (AHA)ข้อดี : กระตุ้นให้เกิดการหลุดลอกของเซลล์ผิวชั้นบนเท่านั้น เนื่องจากครีมที่วางจำหน่ายเป็น AHA ที่มีความเข้มข้นต่ำ (<15 เปอร์เซ็นต์) AHA ซึ่งกระตุ้นคอลลาเจนในชั้นหนังแท้ ต้องมีความเข้มข้นสูง จึงใช้สำหรับทำ AHA ทรีทเม้นต์ที่ต้องดูแลโดยแพทย์เท่านั้น ใช้แล้วต้องล้างออกเพราะทำให้ผิวไหม้ได้ ข้อเสีย : ไม่ควรใช้ขณะที่มีปัญหาผิวแห้งหรืออักเสบ ผิวมันควรใช้ในรูปเจลหรือโลชั่น ผิวแห้งให้ใช้ในรูปของครีม โดยเริ่มจากความเข้มข้นต่ำ ๆ ก่อนปรับไปใช้ในความเข้มข้นที่สูงขึ้น 3. โคเอนไซม์ Q10 ข้อดี : เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันความเสื่อมของเซลล์ผิวและทำให้ผิวทนต่อรังสียูวีเอได้ดีขึ้น ยับยั้งการสร้างเอนไซม์ซึ่งทำลายคอลลาเจนในชั้นหนังแท้ ครีมที่มีส่วนผสมของ Q10 สามารถลดริ้วรอยได้ถึง 23 เปอร์เซ็นต์โดยประมาณ เมื่อเปรียบเทียบกับครีมซึ่งไม่มี Q10 ข้อเสีย : ความปลอดภัยสูง สามารถใช้ได้ในขณะที่ผิวแห้งหรืออักเสบเล็กน้อย แต่ผลที่ได้ไม่ชัดเจนเท่ากับการใช้วิตามินเอหรือเรตินอล ซึ่งมีการศึกษามายาวนานกว่า 4. DMAE (Dimethylaminoethanol) ข้อดี : เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งออกฤทธิ์ได้ดีบริเวณเยื่อบุเซลล์และเสริมการออกฤทธิ์ของสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่น ๆ มีการศึกษาพบว่า เมื่อใช้ ครีมที่มีส่วนผสมของ DMAE 4 สัปดาห์ โดยประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้ พบว่าผิวเรียบเนียนและกระชับขึ้น ข้อเสีย : เป็นสารตัวใหม่ที่มีความปลอดภัยสูง แต่ยังมีการศึกษาไม่มากนัก แต่ผลการศึกษาก็น่าทึ่งทีเดียว ในบ้านเราเริ่มมีแบรนด์ชั้นนำเข้ามาจำหน่ายบ้างแล้ว |








2. 